2007/Dec/22

ทั้งๆที่เป็นคืนหมาหอน  แต่ไม่รู้เป็นไงคืนนี้ไอ้น้องหมาที่บ้านกลับหุบปากเงียบสนิท

 

ปล่อยให้หมาในปากเจ้าของมันเริ่มทำงานแทน

 

ที่หมามันไม่หอนคืนนี้เพราะมันหอนมาแล้วสองสัปดาห์กว่าๆ

ข่าวการซื้อเสียงจากพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งซึ่งเราเกลี่ยดมันเข้าไส้ เกลียดมันตั้งแต่พรรคเก่าที่หัวหน้ามันหน้าเป็นทรงเลขาคณิตร์ที่มีสี่มุม  เห้อๆ (พรรคอื่นก็มี)

ชาวบ้านแถวๆบ้านเรารับเงินของพรรคนี้ไปแล้วส่วนใหญ่

ซึ่งเราก็ได้แต่ถอนใจ เห้อ... เชี่ย แมร่งงงง แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เสี้ยงจั๊ยๆๆๆๆๆ(คำแปล กูเหนื่อยใจสุดละ)

ที่บ้านเราก็ไม่มีใครกล้าแหยมเข้ามาซื้อเสียง ได้แต่เลียบๆเคียงข้างบ้านหรือว่าคนที่รู้จัก(ที่บ้านเป็นข้าราชการ) แต่ไม่เคยมีมาซักปี รู้สึกตงิดๆใจว่าปีนี้ที่บ้านต้องมีไอ้ห่าเหวพวกนั้นมารังควานบ้านกู!!!!

แต่ก็อย่างว่านะ แล้วมันก็มาจังๆเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

จู่ๆ โทรศัพท์ปริศนาก็ดังขึ้น  พี่สาวเป็นคนรับสาย แต่มันจะขอคุยกับตาของเราแทน ตาก็อายูมากแล้ว ใกล้เลข 8 เต็มที แต่ก็ยังแข็งแรงและสนใจการเมืองอยู่เป็นนิจ(แต่บางครั้งด้วยความชรา ตาแกเลยไม่ค่อยทัน กับอะไรที่ไม่ได้มาแบบโต้งๆ)

ไอ้ความอยากรู้อยากเห็นส่วนบุคคล (พูดง่ายๆคือกรูเสือก!!!) ไปยืนแอบฟังตาคุยโทรศัพท์อยู่ข้างๆ

ตายืนฟังโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง ......

แล้วก็พูดขึ้นว่า "อ๋อ ที่บ้านมี 4 คน"

เอาแล้วมั้ยล่ะ เอาแล้วม้ายยยยยยยยยยย ที่กูคาดผิดซักนิดมะ

แทบอยากเข้าไปกระชากโทรศัพท์จากตามาแล้วก็ ด่ากราดอย่างที่ผู้ดีเขาไม่ทำกัน

แต่...แต่อย่าเพิ้งเข้าใจผิดว่าเราจะทำ

ไม่ ..ไม่ กูผู้ดีพอโว้ย

ก็เริ่มทำสงครามจิตวิทยากับมัน ด้วยการตะโกนผ่านทางโทรศัพท์ไปว่า

"สงสัยว่าบ้านนี้คงได้เงินรางวัลนำจับ"

การสนทนาทางโทรศัพท์นั้นดำเนินต่อไปครู่เล็กๆ เราเลย ไอ้นี้แม่งนี่มึงยังจะมาเนียนกับตากูต่อรึไง

แต่คิดอะไรไม่ออกแล้ว คิดหาคำพูดที่จะไปสะกิดหนังหน้าไอ้นั้นไม่ได้แล้ว ได้แต่แอบเจ็บใจตัวเอง

แต่โชคดีที่มันวางสายไปแล้ว และมันก็ไมได้อะไรมากไปกว่าบ้านนี้มี 4 คน

พอวางสายก็รีบปราดเข้าไปถามตา "จ๋า ใครโทรมาอ่ะ"

"ศึกษา.... โทรมาถามว่าทำไมในทะเบียนราชฎ์บ้านเราถึงมีแค่สองคน" ไอ้ตอแหล ตอแหลหน้าด้านๆ บ้านกูมีชื่อในทะเบียนตั้ง 7 คน แล้วมึงมีธุระอะไรไปเปิดทะเบียนราชฎ์บ้านกู ถ้ามึงเจตนาบริสุทธ์

เลยถามไปตรงๆว่า "มาถามคนจะเอาเงินมาให้ใช่มะคะ"

ตาก็ "ก็คงอย่างนั้น"

เรากับพี่สาวก็ โอ้้ววววว

เล็กเชอร์ตาเป็นการใหญ่

 

เห้อๆๆๆๆ เซ็ง เมื่อไหร่กันนะที่คนไทยจะเข้าใจว่า การซื้อสิทธิ์ขายเสียงน่ะมันเห้ พอๆกับการโกงกินของนักการเมือง

อยากให้คนไทยมีจิตสำนึก เหมือนมีจิตสำนึกที่ว่าทิ้งขยะลงกลางถนนมันน่าละอาย

ซื้อเสียง ขายเสียง มันน่าละอายกว่าเป็นล้านๆเท่า

พรุ่งนี้ก็จะเลือกตั้งละ ไม่รู้สิมันจะกลายเป็นลากตั้งหรือเปล่า

ไม่มีคนที่รัก แต่มีพรรคที่ชอบ เห้อ...

รู้สึกเศร้า หดหู่

 

โอ้ววววววววววว หมามันเริ่มหอนแล้วพี่น้อง

edit @ 4 Oct 2008 12:52:57 by mi~chemin

edit @ 5 Oct 2008 21:02:34 by mi~chemin

2007/Oct/15

เดือนตุลาคมทีไร  มันให้ความรู้สึกเศร้า หม่นหมอง และความปิติยินดีแบบแปลกๆจุกขึ้นมาที่หน้าออกอย่างบอกไม่ถูก

เดือนตุลาคม มีเหตุการณ์สำคัญๆของประเทศถึงสองเหตุการณ์ที่คนไทยเองมิน่าที่จะลืมเลือน

14 ตุลาคม 16 และ 6 ตุลาคม 19

ไม่อยากจะกล่าวถึง  6 ตุลาคม 19 เท่าใดนักเพราะมันทำให้รู้สึกเศร้าสลด เพียงแค่ 2 ปีหลังจากชัยชนะของนักศึกษาและประชาชน  อุดมการณ์เสรีกำลังเบ่งบาน  กลับสดุดลงด้วยเหตุเข้าใจผิด  จากฮีโร่... กลายเป็นขบดที่ต้องสังหารให้ตายภายในชั่วข้ามคืน  เลือดเนี้อ และชีวิตต้องถูกสังเวยไปกับความโหดเหี้ยมจากผู้ที่เคยสนับสนุนชื่นชม  ทั้งๆที่เวลามันผ่านไปแค่ 2 ปีเท่านั้น

 

14 ตุลา 16

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตัวเรายังไม่เกิด  แต่ก็เคยได้รับฟังผ่านคำบอกเล่าของผู้ใหญ่หลายๆท่าน รวมทั้งคุณแม่

จากการเรียนในโรงเรียน  มหาวิทยาลัย 

ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วม 

แต่มีความรู้สึกว่าตัวเองมีจิตสำนึกร่วม

 แม้จะขอยอมรับจากใจจริงว่าเป็นตนไม่ชอบคำว่า ประชาธิปไตย และอาจจะรวมถึงประชาธิปไตยเลยด้วย (แต่กรุณาอย่าเหมารวมว่าเราเป็นเผด็จการ)

ทุกวันนี้เราใช้คำว่าประชาธิปไตยกันเกลื่อจริงๆ จนรู้สึกเบื่อคำว่า ประชาธิปไตย

อยากรู้เสียจริงๆว่าคำว่า ประชาธิปไตยที่พวกนักการเมืองทั้งหลายกำลังจะเรียกร้องให้เกิดขึ้นนั้น

พวกเขารู้จักความหมาย และ อุดมการณ์ที่แท้จริงของมันหรือไม่

ประชาธิปไตย ไม่ใช่การทำให้เกิดการเลือกตั้ง เรามีการเลือกตั้ง คือเรามีประชาธิปไตยอย่างนั้นหรือ?

ไม่ว่าจะเลือกตั้ง ลากตั้ง หากประชาชนยังไม่มีจิตสำนึก หลงมัวเมากับอำนาจเงินตรา

ไอ้ลากตั้งที่ว่านั้นนะ มีไปก็ไร้ประโยชน์!!!!

 

นอกเรื่องไปเสียนาน ขอกลับเข้าเรื่องเลยล่ะกัน

 

อย่างที่บอกว่า  ไม่ได้มีส่วนร่วม  แต่มีจิตสำนึกร่วม

14 ตุลา ของทุกปี  เราจะต้องนั่งดูข่าว ดูสารคดี ดูการให้สัมภาษณ์ของคนเดือนตุลา

แล้วร่วมย้อนรำรึก ถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นประหนึ่งตัวเองได้เคยเข้าไปมีส่วนร่วม

 

แต่ปีนี้.....เรากลับลืม

 

 

14 ตุลา 16

14 ตุลา 50

 14 ตุลา 16

 14 ตุลา 50

 

 เหตุการณ์ในวันเดียวกัน  แต่ต่าง พ.ศ. ต่างความรู้สึกและต่างจุดมุ่งหมาย

 

เราลืม......

เพราะอะไร  หรือเพราะใครเราไม่โทษผู้ใดทั้งสิ้นแม้กระทั่ง...ตัวเอง

ที่พูดแบบนี้ไม่ได้จะไม่รับผิด  แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะไปโทษใครได้

โทษตัวเราเองก็ไม่ได้  โทษผู้ใหญ่ก็ไม่ได้

ในความเห็นของเรามันควรจะเป็นความรับผิดชอบของส่วนรวม

เราไม่โทษคนพวกนั้น  เขาไม่ผิด เราไม่โทษแฟนเพลงพวกนั้น เพราะพวกเขาไม่ผิดเช่นกัน

 

เยาวชน  ซึ่งในวันที่ 14 ตุลาของทุกปี  ควรร่วมกันรำรึกถึงความเสียสละของเหล่าผู้กล้า

กลับมาชุมนุมเฝ้ารอศิลปินที่ตัวเองรัก แม้จะต้องตากแดด ตากลม ตากฝน รอตั้งแต่เช้ากว่าพวกเขาจะมาก็ตกบ่าย

ในส่วนหนึ่งของความคิด  เราก็คิดเห็นว่ามันไม่สมควร

แต่หากคุณๆที่หลงเข้ามาอ่านเคยมี idol ในดวงใจ  เคยมีความฝัน  เคยมีจินตนาการ

คุณก็จะเข้าใจพวกเขาเหล่านั้น  รวมทั้งเข้าใจเราด้วย

 

วันนี้ดูข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง (ตอนนี้ยังไม่อยากเอ่ยนาม แต่ถ้าอยากรู้ มีตอนท้ายค่ะพี่น้อง)

เขารายงานว่า "คนไทยกำลังจะตกเป็นเมืองขึ้นของเกาหลี ไม่ชอบคนไทยด้วยกัน"...



เมืองขึ้น... ขึ้นอะไร ตลกสิ้นดี..



อย่ามาทำเป็นสองมาตรฐานแถวนี้ ถ้าพูดเรื่องแบบนี้ก็คงต้องพูดรวมกันทั้งหมด

ถ้าไม่อยากเป็นเมืองขึ้นชาติอื่นคงต้องเลิกดูพรีเมียร์ชิพ หรือเลิกรับกระแสโลกาภิวัตน์ทุกประเภท

พวกคุณสักกี่คนที่ดูไทยแลนด์พรีเมียร์ชิพ ข่าวว่าชื่อก็เปลี่ยนให้เข้ากับพรีเมียร์ลีกของอังกฤษรึเปล่า

ทำไมไม่ตั้งชื่อถ้วย ก ถ้วย ข เหมือนเมื่อก่อนล่ะ

นักร้อง กับ บอลอังกฤษ ก็ไม่ต่างกันหรอกถ้ามองอย่างยุติธรรม

แค่เราจะชอบนักร้อง ก็ทำมาเป็นดิ้นพล่าน เลือดรักชาติพุ่งแรงขึ้นมาเสียอย่างนั้น

สิ่งที่คุณทำกัน บางทีก็ห่างไกลคำว่ารักชาติ

คนโกงกินบ้านเมือง เห็นกันอยู่จะๆ คุณก็ยังปล่อยไป  แถมยังใช้ตัวเอง เข้าไปเป็นข้ารองบาทมันพวกนั้นเสียด้วยซ้ำ


บอกไว้ ว่าที่ชอบ ไม่ได้เป็นเพราะว่าเขาเป็นเกาหลี ชอบเพราะตัวของพวกเขา ความพยายามของเขา ...ก็เพียงแค่นี้เท่านั้น

ส่วนเรื่องศิลปินไทย ถ้าทำได้ดีพอ ฉันก็พร้อมที่จะชอบเสมอ

...แสดงให้ฉันเห็นสิ ว่าคุณพยายามแค่ไหน

แค่ออกมาร้อง แล้วสะบัดมือไปมาแบบเสต็ปเด็กอนุบาล

แล้วจะหวังให้ฉันชอบคุณ คิดง่ายไปรึเปล่า

เหนื่อยใจ ที่สื่อเองคิดได้แค่นี้

ลืมไปว่าสถานีโทรทัศช่องนั้นคือ TITV ที่ต้องทิ้งชื่อ ITV และอุดมการณ์แรกเริ่มของตนเพียงเพราะความรักแก่ประโยชน์ของตัวเอง

มันไม่ยากหรอกที่เราจะมายอมรับถึงกระแสเกาหลีที่เข้ามาสู่ประเทศไทย

และก็ไม่ยากที่จะยอมรับถึงความบกพร่องของเราทุกคนที่ทำให้เยาวชนต้องไปหาที่พึ่งทางใจที่ไม่ใช่ชาติตัวเอง

เมื่อเรายอมรับ ทางแก้มันก็ไม่ยากเลย

 

 ถึงจะเคยประกาศออกไปว่าเราน่ะเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราคิดเองได้แล้ว

แต่ยังไงซะเราก็เป็นเด็กคนนึง ที่มีความฝัน มี Idol มีคนที่ชื่นชอบชื่นชม

 

แม้ในความสนใจของเราจะถูกหันแหไปทางอื่น

แต่เรารักชาติ และ รักอย่างไม่ได้ดีแต่ปาก

เราไม่เคยลืมว่าเราเป็นใคร เรามีหน้าที่อะไร เพราะเรากำลังทำหน้าที่นั้นอย่างดีที่สุด

 

edit @ 15 Oct 2007 22:06:11 by mi~chemin  

edit @ 20 Oct 2007 22:12:29 by mi~chemin

2007/Aug/24

และแล้วก็มักง่ายอีกรอบ เอาข้อความที่ไปโพสในกระทู้ห้องมาอัฟ blog ตัวเอง เห้อๆๆ ชาติเจริญเชียว

ไอ้การทำบัตรเสียน่ะมันก็เป็นสารแสดงออกถึงทัศนคติทางการเมืองอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
แม้ว่ามันจะไม่ถูกนับเป็นผลเพื่อการอ้างความชอบธรรมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตาม

ใช่มั้ยล่ะใครมันก็เอามาอ้างไม่ได้ ถ้ามีบัตรเสียมากๆ ก็โทษแม่ง!! ที่น้องชาวบ้านไม่มีความรูความเข้าใจ แต่หารู้ไม่ว่าไอ้บัตรเสียจำนวนมากนั้นมันแฝงนัยอะไรให้ผู้ปกครองรู้บ้าง

เอาตัวอย่างง่ายๆเลยนะ ไอ้การเลือกตั้ง วันที่ 2 เมษามหาบัดซบ ตอนปี 49 กูพนันเอาแมนซิตี้ตกชั้นเลยก็ได้ว่า บัตรเสีย 1 ใน 3 ต้องมีคนเขียนคำประมาณ "แม้วเ หี้ ย" "ไอ้หนักแผ่นดิน" "โกงแ ม่ ง ทั้งโคตร" "ไอ้เหลี่ยมออกไป" หรือ "ผมรักแม้วครับ" ทักสินสู้ๆ" ไรเงี้ย

แต่ตอนผลออกมามันรวมกันก็เป็นบัตรเสีย!!! ซึ่งก็ = ไร้ค่า และ
ความหมาย
ฝ่าย no vote กับไอ้เหลี่ยม ก็ไม่มีฝ่ายใดสามารถใช้ไอ้ 1 ใน 3 ไอ้อ้างความชอบธรรมให้กับตัวเองได้เลย
ซึ่งมันน่าเสียดายเสียจริงๆ ให้ตาย!!

รูปเก่าไปหน่อย แต่พอให้เห็นภาพ


ไอ้ประชามติครั้งนี้แ ม่ งก็เหมือนกัน

เราเป็นคนหนึ่งที่ งืด จนถึงวินาทีสุดท้าย และ งืด มาเกือบเดือนก่อนหน้านั้น

พี่น้อง อย่าได้ไปหวังว่า ไอ้คนที่เรียนรัฐศาสตร์มันจะตัดสินใจกาไปอย่างมีเหตุมีผล
ไอ้ที่อ่านๆไปน่ะ ก็รู้เรื่องบ้างไม่รูเรื่องหลาย แม้จะมีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิล้อมรอบกาย แต่อย่าว่างั้นงี้เลย ไอ้รัฐศาสตร์มันก็สุดยอดแห่งความหลากหลาย คนนู้นคิดอย่างนั้น คนนี้คิดอย่างนี้ โอ้ยๆๆๆ กรูจะบ้า!!
ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้จะไม่พิจารณาเองนะ แต่กู โอเวอร์ คอมมูนิเคชั่นไปเรียบร้อยแล้วต่างหากพี่น้อง สับสนถึงขีดสุด ไอ้เชี่ยนี้ก็ดี ไอ้เชี่ยนี้กรูก็รับไม่ได้



วันดีคืนไม่ดีก็มีทหารที่รูจักกันโทรมาที่บ้าน ถามนู้นถามนี่
หนูอย่างนั้น หนูอย่างนี้ ไปฟังบรรยายรัฐธรรมนูญ50 ที่คณะจัดมาเป็นยังไงบ้าง ทำมาเป็นหลอกถามกรู ใครเป็นต้นคิดที่จัดงานนี้ (ก็อาจารย์กูไงค่ะรู้แล้วไม่น่าถาม)
สสร. ใครมาบ้าง(อันนี้บอกได้เพราะพวกเดียวกัน สสร.ไม่ถูกหมายหัว) ม.เที่ยงคืนใครมาบ้าง (หนูจำชื่อไม่ได้ค่ะ ไม่ได้สนใจ , อ๋อพอดีตอนนั้นไปเข้าห้องน้ำ บอกไปเด้วเค้าก็ได้ไปเยี่ยมค่ายทหารคืนนึงหรอก)
เขาว่าอะไรอย่าไปเชื่อนะ
เด็กอย่างพวกหนูน่ะอย่าเชื่อคนง่าย
ดูมัน!! พูดแต่ละอย่าง แ ม่ งทำยังกับกรูโง่!!

แต่เสียใจคนหน้าด้านได้โล่ห์อย่างกรูเนี้ย ก็สตอเบอร์รี่ไปจนทหารแ ม่ ง งงว่าวันนั้นมึ งไปฟังที่เดียวกับลูกน้องกูหรือปล่าว อาจจะกลับไปเอาผิดลูกน้องฐานสืบข้อมูลมาผิด เห้อๆๆ (ความสตอเบอร์รี่นี่มันไม่เข้าใครออกใครเลยจริง)

ส่วน รับ ไม่รับ ตอนนั้นไม้ใช้เหตุผลแล้ว เอาความรู้สึกอย่างเดียว ส่วนเหตุผล คือ กูคิดมาพอแล้ว!!!!

ที่สำคัญคือ บัตรของเรานั้นมิใช่บัตรเสียอย่างแน่นอน และตอนนี้เรากำลังร่วมรับผิดชอบกับผลของประชามติครั้งนี้แล้ว

ปล.เราไม่คิดว่ารับ หรือ ไม่รับ มันเป็นการเลือกข้างหรอกนะ อิๆ
เพราะเราอยู่ข้างเดียวกันหมด ข้างรักชาติไง ฮิ้วๆๆๆ (แฟนพันธุ์แท้ so cool)